นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ (3 สิงหาคม พ.ศ. 2507 — ) นายกรัฐมนตรีคนที่ 27 ของประเทศไทย หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร 2 สมัย
ในอดีตนายอภิสิทธิ์เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร 6 สมัย และได้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่กำกับดูแลสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ (สคศ.) , สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) , สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ (ป.ป.ป) และสำนักงานคณะกรรมการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (สกถ.)
นายอภิสิทธิ์ เป็นที่ยอมรับทั่วไปว่าเป็นนักการเมืองที่มีบุคลิกหน้าตาดี ได้รับสมญานาม จากสื่อมวลชนว่า "หล่อใหญ่" ซึ่งตั้งให้เข้าชุดกันกับสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์รุ่นใหม่คนอื่นๆ เช่น นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่ได้รับสมญานามว่า "หล่อเล็ก" และ นายกรณ์ จาติกวณิช รองเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ที่เป็นเจ้าของสมญานาม "หล่อโย่ง" เป็นต้น
หลังการเลือกตั้ง 23 ธันวาคม พ.ศ. 2550 และมีการจัดตั้งรัฐบาลผสมที่มีพรรคพลังประชาชนเป็นแกนนำในการจัดตั้ง เนื่องจากเป็นพรรคการเมืองที่ได้ ส.ส.มากที่สุด และ นายสมัคร สุนทรเวช ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ทำให้พรรคประชาธิปัตย์มีสถานะเป็นพรรคฝ่ายค้านพรรคเดียวในสภาผู้แทนราษฎร นายอภิสิทธิ์ได้ประกาศจัดตั้งรัฐบาลเงาตามรูปแบบ คณะรัฐมนตรีเงาที่มีในระบบเวสต์มินสเตอร์ของอังกฤษขึ้นเป็นครั้งแรก เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551 โดยประกาศวัตถุประสงค์เพื่อเสนอแนะและติดตามตรวจสอบการบริหารงานของรัฐบาล
ประวัติการทำงาน
พ.ศ. 2530 - 2531 อาจารย์ประจำ (ยศร้อยตรี) โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า (จปร.) เขาชะโงก จังหวัดนครนายก
พ.ศ. 2532 อาจารย์พิเศษ มหาวิทยาลัยอ็อกซฟอร์ด ประเทศอังกฤษ
พ.ศ. 2533 - 2534 อาจารย์ประจำ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กรุงเทพมหานคร
ประวัติทางการเมือง
การดำรงตำแหน่งทางการเมือง
นายอภิสิทธิ์ เริ่มต้นชีวิตการเมืองด้วยการเป็น อาสาสมัครช่วยหาเสียงให้กับ นายพิชัย รัตตกุล ในเขตคลองเตย ช่วงปิดภาคเรียนที่กลับมาเมืองไทย ต่อมาได้เข้าช่วยงานด้านวิชาการในเรื่อง แผนพัฒนาเศรษฐกิจ ให้กับ นายชวน หลีกภัย หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ขณะนั้น ก่อนจะลงสมัครรับเลือกตั้งในนาม พรรคประชาธิปัตย์ ได้เป็น ส.ส.กรุงเทพมหานคร เมื่อปี พ.ศ. 2535 ขณะมีอายุได้เพียง 27 ปี ซึ่งนับว่าเป็น ส.ส. ที่มีอายุน้อยที่สุดในขณะนั้น และเป็น ส.ส.เพียงคนเดียวของ พรรคประชาธิปัตย์ ในเขตกรุงเทพมหานคร และพื้นที่ภาคกลาง ท่ามกลางกระแส "มหาจำลองฟีเวอร์" กับการเป็นนักการเมือง "หน้าใหม่" ที่เพิ่งลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นครั้งแรก
สามารถลำดับการดำรงตำแหน่งทางการเมืองของนายอภิสิทธิ์ได้ดังนี้
- พ.ศ. 2535
- ส.ส.กรุงเทพฯ เขต 6 (สาทร ยานนาวา บางคอแหลม) 2 สมัย (2535/1 และ 2535/2)
- ได้รับการแต่งตั้งเป็น โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (พ.ศ. 2535-2537)
- พ.ศ. 2537 รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ฝ่ายการเมือง (รองนายกฯ ศุภชัย พานิชภักดิ์)
- พ.ศ. 2538 ส.ส. เขต 5 (ดินแดง ห้วยขวาง พระโขนง คลองตัน)
- ประธานคณะกรรมาธิการการศึกษา สภาผู้แทนราษฎร (พ.ศ. 2538-2539)
- โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ (พ.ศ. 2538-2540)
- พ.ศ. 2539 ส.ส. เขต 5 (ดินแดง ห้วยขวาง พระโขนง คลองตัน)
- พ.ศ. 2540 รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายกฯ ชวน หลีกภัย พ.ศ. 2540-2544)
- กำกับดูแล สนง.คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน
- กำกับดูแล สนง.คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ
- กำกับดูแล สนง.คณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ
- กำกับดูแล สนง.คณะกรรมการกระจายอำนาจไปสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
- พ.ศ. 2541 ประธานคณะกรรมาธิการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542
- พ.ศ. 2542 ได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่ง รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (พ.ศ. 2542-2548)
- พ.ศ. 2544 สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ระบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ (พ.ศ. 2544-2548)
- พ.ศ. 2548 สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ระบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ (พ.ศ. 2548-2549)
- ได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่ง หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (พ.ศ. 2548 - ปัจจุบัน)
- ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้เป็น ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร (28 เมษายน พ.ศ. 2548)
- พ.ศ. 2551 ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้เป็น ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร (29 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551)
- พ.ศ. 2551 ได้รับการลงคะแนนเสียงจากสภาฯ ให้เป็น นายกรัฐมนตรีคนที่ 27 (15 ธันวาคม พ.ศ. 2551)
พรรคเพื่อไทย
ประวัติตัวเองที่"ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร"... ไม่อยากอ่าน..แน่ๆ
คำตอบที่บ่งบอกถึง"เหตุผล"ที่เจ้าตัวไม่ลงเล่นการเมือง ง่าย สั้น และชัดเจนที่สุด นั่นคือ ..."ผมไม่อยากรู้จักประวัติตัวเองที่ไม่เคยรู้จากปากคนอื่น"
แน่นอนว่านักการเมืองต้องพร้อมรับ"ข้อมูล"ทุกแบบจากสารทิศ ทั้งจากมิตรและศัตรู !!!
ดังนั้น...หาก ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ..เลือกที่จะลงเล่นการเมืองในฐานะ"หัวหน้าพรรคใหม่"ในกรณีที่พรรคพลังประชาชนถูกยุบ ตามที่เป็นข่าวแบบการโยนก้อนหินถามทางโดย ส.ส.พรรคพลังประชาชน สิ่งที่เจ้าตัวจะต้อง"เตรียมพร้อม"ที่จะรับ(ฟัง)ก็คือ ประวัติตัวเองที่เจ้าตัวไม่เคยรู้และไม่คิดจะรู้...เพราะอาจจะเป็น"ความจริง"ที่ไม่อยากจะบอกใคร และอาจจะเป็น"ความเท็จ"ที่ไม่คิดว่าจะมีคนมาบอกให้ใครทราบ
หากเป็นจริง น่าสนใจว่าผู้หญิงคนนี้จะทนได้จริงหรือไม่ ...หรือเธอพร้อมที่จะทำตามคำสั่งพี่ชาย !!!
อย่าลืมว่า น้องสาวคนสุดท้องในบรรดาพี่น้อง 10 คน ในครอบครัว”ชินวัตร” คนนี้ มี"ประวัติ"ที่เจ้าตัว(คง)ไม่อยากเอ่ยถึงมากนัก นั่นคือเรื่อง"ครอบครัว" เพราะไม่ค่อยมีกี่คนที่"รู้"ว่าสามีของยิ่งลักษณ์คือใคร..ในเมื่อเจ้าตัวยังใช้นามสกุล"ชินวัตร"
คำตอบก็คือ สามีของยิ่งลักษณ์ชื่อ อนุสรณ์ อมรฉัตร กรรมการผู้อำนวยการ เอ็มลิงค์ ฯ และทั้งคู่มีลูกชาย 1 คน
“ลูกชายอายุหกขวบ ชื่อน้องไปค์ ชื่อจริงคือ ศุภเสกข์ แปลว่า นักปราชญ์ที่เก่งที่เลื่องลือ น้องไปค์ชอบเล่นฟุตบอล เคยเจอกับแคสเปอร์ ชไมเคิล (ผู้รักษาประตูจากสโมสรแมนเชสเตอร์ ซิตี้ สโมสรดังของอังกฤษ) แล้วเขาให้ถุงมือผู้รักษาประตูพร้อมลายเซ็นให้กับน้องไปค์ ซึ่งเป็นของรักของหวงของน้องไปค์ที่เขาจะเก็บไว้” ยิ่งลักษณ์กล่าวในการให้สัมภาษณ์"ประชาชาติธุรกิจ"
การไม่จดทะเบียนสมรส จึงจะเป็น"ประวัติ"อันโอชะทางการเมืองของ "มิตร" และ "ศัตรู" !!!
สำหรับ"มิตร"...น้องไปค์ จะมีสภาพไม่ต่างจาก"ตัวประกัน"ในการ"ต่อรองตำแหน่ง" ซึ่งแน่นอนว่า การเป็น"แม่"ที่รักลูกผู้ชอบฟุตบอลถึงขั้นในบ้านขนาด 2,500 ตารางเมตร มี"สนามฟุตบอล"อยู่ในบ้าน ก็จะเริ่มถูกสืบเสาะค้นหาประวัติ เพื่อถูกนำมาเรียบเรียง(ใหม่)ที่มีสีสันมากกว่าแม่และลูกรู้
ส่วน"ศัตรู"...แน่นอนว่า น้องไปค์ ..คือ"เหยื่อ"อันโอชะ !!!
หากลงเล่นการเมืองเมื่อไร ประวัติคน 3 คน คือ ยิ่งลักษณ์-อนุสรณ์ -ศุภเสกข์ จะถูกเรียบเรียงขึ้นมาใหม่เป็น"นิยายรัก"ที่มีทั้งรักเต็มจอ รักรันทด หรือรักระหว่างรบ กระทั่งนิยายรักประเภท"ดอกฟ้ากับหมาวัด" จะถูกละเลงออกมาจนคนทั้ง 3 อาจจะตะลึงกับประวัติ(ตัวเอง)ที่ไม่เคยรู้มาก่อน
แค่ 3 ตัวละครว่า"สนุก"...ลองนึกถึงตัวละครที่ 4 ที่เป็น"มือที่3"ที่เข้ามาแทรก ก็คงรู้ว่าจะสนุกมากขึ้นแค่ไหน???
ประวัติที่ไม่ได้เขียนเองและไม่เคยรู้มาก่อนนี่แหละ จะเป็นบทท้าทาย"ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" ว่าการเมืองเหมาะกับเธอจริงหรือไม่ เมื่อเป็นเรื่องที่เธอต้องพร้อม"รับรู้"...จากปากคนอื่น
ทั้งปากมิตรและปากศัตรู !!!